วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทเรียนที่11 วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

หน่วยที่ 5 การจัดการผลผลิต
บทเรียนที่11 วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว


วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว หมายถึง การปฏิบัติต่างๆ เพื่อถนอมรักษาและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้ผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยวนั้นมีคุณภาพดีที่สุด เก็บรักษาไว้ได้นานที่สุด และนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายได้ราคาดีที่สุด
                ด้วยเหตุนี้วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวจึงมีความสำคัญต่อการปลูกพืชทุกชนิด ทั้งที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนและปลูกเพื่อเป็นการค้า เพราะจะช่วยให้เราได้รับผลผลิตจากพืชคุ้มค่ากับการลงทุนทั้งการใช้ที่ดินแรงงาน เงินทุน เวลา และความรู้ความสามารถซึ่งถือเป็นต้นทุนทั้งสิ้น
                ผลผลิตจากการปลูกพืชประเภทผักและผลไม้ ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วส่วนใหญ่สามารถนำไปรับประทานหรือจำหน่ายในท้องถิ่นหรือบริเวณใกล้ๆกับแหล่งผลิตได้เลยโดยไม่ต้องมีการปฏิบัติขั้นตอนอื่นๆเช่นการบ่มการคัดขนาดการบรรจุหีบห่อเป็นต้นทั้งนี้เพราะผลผลิตดังกล่าวยังมีความสดมีคุณภาพดีอยู่แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากต้องการนำผลผลิตเหล่านี้ไปจำหน่ายหรือรับประทานในท้องถิ่นอื่นหรือตลาดที่อยู่ห่างไกลออกไปจะต้องใช้เวลาในการขนส่งก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมการและดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆเช่นการทำความสะอาดการคัดขนาดการบ่มการบรรจุหีบห่อและการขนส่งเป็นต้นทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรักษาผลผลิตดังกล่าวให้คงคุณภาพที่ดีไว้ได้นานที่สุดและเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภค

1.การทำความสะอาดผลผลิต
                ผลผลิตของพืชหลายชนิดขณะที่มีการเก็บเกี่ยวมักจะมีส่วนที่ไม่ต้องการติดมาด้วยซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ เช่น ผักที่ใช้ประโยชน์จากใบลำต้นและดอกเมื่อเก็บเกี่ยวอาจจะมีส่วนที่รับประทานไม่ได้ติดมาด้วยเช่นใบแก่ใบที่แมลงถูกทำลายเศษวัชพืชฝุ่นผงดินปลูกหนอนและแมลงศัตรูพืชเป็นต้นซึ่งจะต้องทำการคัดแยกออกและทำความสะอาดก่อนที่จะนำไปรับประทานหรือบรรจุถุงจำหน่ายแต่มีผักบางชนิดที่ต้องมีส่วนที่รับประทานไม่ได้ติดมาด้วยเพื่อช่วยป้องกันและรักษาคุณภาพของผลผลิตเช่นกะหล่ำปลีกะหล่ำดอกบร๊อคโคลี่เป็นต้นจะต้องมีใบแก่ห่อหุ้มยอดอ่อนหรือส่วนของดอกที่อยู่ภายในไม่ให้ได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือวางจำหน่ายผักบุ้งผักชีจะต้องมีรากติดมาด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ลำต้นและใบเหี่ยวเฉาได้ง่ายเพราะรากที่ติดอยู่จะสามารถดูดน้ำเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้อย่างรวดเร็วเมื่อนำไปแช่น้ำทำให้ผักเหล่านี้สดอยู่เสมอแต่เมื่อจำหน่ายแล้วและนำไปรับประทานจึงค่อยตัดรากออกเป็นต้น
                การทำความสะอาดผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อให้ผลผลิตมีความสวยงามและมีคุณภาพดีขึ้นเพราะสิ่งต่างๆที่ติดมาเช่นเศษพืชที่เน่าเปื่อยฝุ่นผงดินส่วนที่แก่ส่วนที่ถูกโรคและแมลงทำลายหนอนแมลงหรือเชื้อโรคตลอดจนคราบสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสิ่งเหล่านี้อาจะทำให้ผลผลิตมีลักษณะไม่น่าซื้อไม่น่ารับประทานและอาจจะมีส่วนที่ทำให้ผลผลิตเหล่านี้เสื่อมคุณภาพลงได้เร็วกว่าที่กำหนดตลอดจนอาจจะเป็นพิษหรืออันตรายแก่ผู้บริโภคด้วย    การทำความสะอาดผลผลิตสามารถเลือกปฏิบัติได้หลายวิธี   แต่วิธีที่นิยมและเหมาะสมมี2วิธีดังนี้
1.1 การทำความสะอาดด้วยน้ำ
                น้ำจะเป็นตัวกลางคอยชะล้างและพัดพาเอาสิ่งสกปรกแปลกปลอมที่ติดมากับผลผลิตให้ไหลปะปนไปกับน้ำน้ำที่ใช้ทำความสะอาดจะต้องเป็นน้ำสะอาดปราศจากเชื้อโรคและสารเคมีที่เป็นอันตรายแก่ผลผลิตและผู้บริโภคโดยมากจะใช้คลอรีนผสมลงไปในอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อทำลายเชื้อโรคการทำความสะอาดโดยการล้างสามารถทำได้โดยใช้มือขัดถูหรืออาจจะใช้แปรงที่มีขนแปรงอ่อนๆขัดถู(ไม่ควรใช้แปรงที่มีขนแปรงแข็งเกินไปเพราะอาจทำให้ผิวของผลผลิตเสียหายหรือเป็นแผลได้)แต่ถ้าหากมีผลผลิตจำนวนมากเช่นตามโรงงานอุสาหกรรมต่างๆจะใช้เครื่องจักรกลทำความสะอาดแทนเมื่อผลผลิตได้รับการขัดล้างทำความสะอาดแล้วจะต้องฉีดล้างด้วยน้ำสะอาดอีกเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากนั้นจึงไปทำให้แห้งอย่างรวดเร็วด้วยการเช็ดด้วยผ้าหรือฟองน้ำหรืออาจจะใช้ลมเป่าก็ได้
1.2  การทำความสะอาดด้วยลม
                ผลผลิตบางชนิดไม่สามารถใช้น้ำทำความสะอาดได้เพราะอาจทำให้ผลผลิตเกิดความเสียหายและเน่าเสียได้ง่ายเช่นเห็ดหอมกระเทียมซึ่งจะต้องใช้แรงคนในการคัดและปัดเอาเศษสิ่งแปลกปลอมออกไปหรืออาจจะใช้แรงลมเป่ากำจัดออกไปก็ได้ทุเรียนน้อยหน่ามังคุดลองกองซึ่งผลไม้เหล่านี้จะมีแมลงประเภทมดและเพลี้ยหอยเพลี้ยแป้งเกาะติดอยู่ตามร่องผลหรือซอกกลีบซึ่งสามารถกำจัดออกไปได้โดยใช้ลมเป่าแต่ต้องใช้ลมที่มีแรงดันมากพอสมควร
อนึ่งผลผลิตประเภทผักที่รับประทานใบลำต้นดอกผลที่มีลักษณะอ่อนอวบเปราะบางและช้ำได้ง่ายไม่ควรใช้น้ำล้างทำความสะอาดมากเกินไปเพราะจะทำให้เสื่อมคุณภาพและเน่าเสียเร็วควรล้างเมื่อจำเป็นเท่านั้น

2.   การคัดเลือกและคัดขนาด
                โดยทั่วไปผลผลิตของพืชที่เก็บเกี่ยวได้จะมีลักษณะและขนาดที่แตกต่างกันเช่นอ่อนแก่สุกขนาดเล็กกลางใหญ่มีตำหนิไม่มีตำหนิเป็นต้นถ้าหากผู้ปลูกจะนำผลผลิตเหล่านี้ไปจำหน่ายคละรวมกันจะทำให้ไม่เป็นที่จูงใจผู้ซื้อหรืออาจจะขายไม่ได้ราคาตลอดจนอาจจะทำให้ผู้ซื้อมองว่าเป็นผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพดังนั้นการคัดเลือกและการคัดขนาดผลผลิตจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพและคุณค่าของผลผลิตในสายตาของผู้บริโภคและผู้ซื้อให้สามารถเลือกซื้อผลผลิตนั้นได้ตามความต้องการ
                การคัดขนาดเป็นการคัดเลือกผลผลิตให้มีขนาดเท่าๆกันและให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคจะคัดแบ่งออกเป็นกี่ขนาดก็ได้โดยการใช้วิธีการคัดที่แตกต่างกันดังนี้
2.1    การคัดขนาดโดยการสังเกต
                การคัดขนาดโดยการสังเกตเป็นการคัดขนาดของผลผลิตโดยใช้สายตาและประสบการณ์ความชำนาญจากการสังเกตรูปร่างขนาดความกว้างยาวเล็กใหญ่สีสันความงามและการสัมผัสแล้วแบ่งออกตามประเภทและขนาดต่างๆตามความต้องการการคัดขนาดวิธีนี้จะใช้กับผลผลิตจำพวกผักชนิดต่างๆและผลไม้บางชนิดเช่นมะขามกล้วยเป็นต้น
2.2  การคัดขนาดด้วยมือและอุปกรณ์ช่วยคัด
                การคัดขนาดผลผลิตในบางครั้งต้องการความถูกต้องแม่นยำและให้ได้มาตรฐานโดยเฉพาะผลผลิตประเภทผลไม้ที่มีรูปทรงที่แน่นอนเช่นส้มชนิดต่างๆมังคุดมะม่วงแอปเปิลส้มโอฝรั่งมะเขือเทศเป็นต้นผลไม้เหล่านี้อาจจะใช้เครื่องมืออุปกรณ์ช่วยคัดที่ประดิษฐ์ขึ้นเองอบ่างง่ายๆเช่นวงแหวนขนาดต่างๆแผ่นไม้หรือโลหะเจาะรูให้มีขนาดต่างๆกันลอดลงรูที่เจาะไว้ตามลำดับขนาดนั้นๆแต่ถ้าเป็นผลผลิตจำนวนมากในระบบโรงงานอุตสาหกรรมจะมีเครื่องคัดขนาดที่เป็นเครื่องจักรกลโดนเฉพาะซึ่งสามารถทำงานได้รวดเร็วและมีความแม่นยำในการคัดขนาดมาก
2.3  การคัดขนาดโดยชั่งน้ำหนัก
                ผลผลิตบางชนิดมีรูปร่างไม่แน่นอนและไม่เป็นทรงกลมเช่นมะละกอลองกองทุเรียนขนุนฟักทองเงาะเป็นต้นการคัดขนาดโดยอาศัยเครื่องมือและเครื่องช่วยคัดเป็นไปได้ยากจึงต้องคัดขนาดโดยการชั่งน้ำหนักของผลผลิตด้วยตาชั่งซึ่งจะทำให้ได้ขนาดอย่างถูกต้องและแม่นยำมากกว่า

3.   การบ่มผลผลิต
                ดังได้กล่าวมาแล้วว่าผลผลิตจากพืชไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีความสมบูรณ์เต็มที่บางชนิดอาจจะเก็บเกี่ยวขณะที่ยังอ่อนและบางชนิดอาจจะเก็บเกี่ยวเมื่อแก่หรือสุกและสามารถนำมารับประทานได้ทันทีในขณะเดียวกันก็มีผลผลิตของพืชบางประเภทเช่นกล้วยมะละกอมะม่วงละมุดเป็นต้นซึ่งจำเป็นจะต้องเก็บเกี่ยวในขณะที่ผลผลิตยังไม่แก่และจะต้องนำมาบ่มให้สุกก่อนที่จะรับประทานหรือนำไปจำหน่ายเพราะผลไม้ดังกล่าวถ้าหากปล่อยให้สุกเองอาจจะทำให้เกิดปัญหาคือผลอ่อนนุ่มไม่ทนทานต่อแรงอัดและการเสียดสีทำให้ผลผลิตช้ำหรือเสียหายได้ง่ายนอกจากนี้ยังทำให้ยากลำบากในการขนส่งและไม่สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นานอีกด้วย
                การบ่มผลผลิตโดยเฉพาะผลไม้อาจจะทำได้ง่ายๆตามกรรมวิธีพื้นบ้านที่นิยมปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเช่นนำผลผลิตไปเก็บไว้ในภาชนะปิดซึ่งอาจจะเป็นโอ่งกล่องกระดาษลังไม้กะละมังหรือวางเรียงกันบนพื้นแล้วใช้กระสอบป่านผ้าหนาๆหรือใบตองปิดคลุมเพื่อให้เกิดความร้อนสะสมและมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือจุดธูปไว้ภายในภาชนะที่ใช้บ่มซึ่งการจุดธูปจะช่วยทำให้ผลไม้สุกเร็วขึ้นเพราะการเผาไหม้ของธูปทำให้เกิดความร้อนและแก๊สเอทิลีนซึ่งแก๊สเอทิลีนจะเป็นตัวทำให้ผลไม้สุกเร็วขึ้น
                การบ่มผลไม้จำนวนมากๆเช่นกล้วยมะม่วงเป็นต้นนิยมใช้แคลเซียมคาร์ไบต์(Calcium Carbine)หรือที่เรียกว่าถ่านแก๊สโดยใช้ถ่านแก๊สก้อนเล็กๆประมาณ10-20กรัมห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ซุกไว้ภายในภาชนะบรรจุผลไม้เช่นเข่งหลัวหรือลังแล้วปิดฝาด้วยกระดาษถ่านแก๊สที่อยู่ภายในจะทำปฏิกิริยากับความชื้นจากผลไม้ในภาชนะบรรจุทำให้แก๊สอะเซทิลีนซึ่งมีคุณสมบัติในการเร่งผลไม้ให้สุกเร็วขึ้นได้เช่นเดียวกัน  แต่อย่างไรก็ตามการบ่มด้วยวิธีพื้นบ้านและใช้ถ่านแก๊สจะทำให้ผลผลิตสุกช้าหรือเร็วมีคุณภาพดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความแก่หรืออ่อนของผลผลิตนั่นๆด้วยเช่นถ้าเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตแก่จัดจะทำให้สุกเร็วมีรสชาติและคุณภาพดีกว่าผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในระยะอ่อนหรือแก่ไม่เต็มที่
                ในปัจจุบันการบ่มผลไม้จำนวนมากๆเพื่อเป็นสินค้าออกส่งไปจำหน่ายต่างประเทศจะใช้วิธีการบ่มด้วยแก๊สเอทิลีน
4.   การบรรจุภัณฑ์
                ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วโดยทั่วไปจะต้องนำผลผลิตมาทำความสะอาดก่อนที่จะนำไปบริโภคหรือจำหน่ายและผลผลิตบางชนิดจะต้องผ่านขั้นตอนการคัดแยกขนาดการบ่มการบรรจุหีบห่อซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตดูน่าซื้อน่าบริโภคมากขึ้น
4.1   ความสำคัญของการบรรจุภัณฑ์
                ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นของสดบอบบางช้ำและเสียหายได้ง่ายถ้าได้รับการปฏิบัติดูแลรักษาระหว่างการขนส่งไม่ดีพอจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้ง่ายยิ่งขึ้นและจะส่งผลให้คุณภาพและราคาของผลผลิตตกต่ำด้วยเพราะฉะนั้นการบรรจุหีบห่อหรือการห่อหุ้มจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยทำให้การเก็บรักษาและการขนส่งทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วมากขึ้นตลอดจนทำให้คุณภาพของผลผลิตเปลี่ยนแปลงและเสียหายช้าลงนอกจากนี้ผลผลิตที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ผลผลิตน่าซื้อและน่าบริโภคมากขึ้น
4.2 หลักในการบรรจุภัณฑ์
                การบรรจุหีบห่อผลผลิตประเภทผักผลไม้และผลไม้จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักในการบรรจุภัณฑ์ดังนี้
1)ลักษณะรูปร่างของผลผลิต
                ผลผลิตที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาเช่นองุ่นสตรอเบอรี่มะขามลิ้นจี่ลำไยพริกมะเขือเทศเป็นต้นมักจะบรรจุอยู่ในภาชนะที่มีขนาดเล็กได้แก่ถุงตะกร้าถาดชะลอมกล่องและภาชนะที่มีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการขนย้ายส่วนผลผลิตที่มีน้ำหนักมากเช่นฝรั่งมะละกอสับปะรดมะม่วงแตงโมทุเรียนเป็นต้นจะบรรจุอยู่ในภาชนะขนาดใหญ่แข็งแรงสามารถรับน้ำหนักได้มากๆเช่นเข่งหลัวหรือลังไม้ผลผลิตที่มีรูปร่างทรงกลมหรือค่อนข้างกลมสามารถบรรจุลงในภาชนะได้เลยโดยไม่ต้องจัดวางระเบียบและสามารถซ้อนทับกันได้หลายๆชั้นแต่ผลผลิตที่มีรูปร่างอื่นๆเช่นมะม่วงจะต้องมีการจัดวางให้เป็นระเบียบเพื่อให้สามารถบรรจุได้ปริมาณมากโดยการวางสลับกันระหว่างขั้วผลและปลายผลของแต่ละผลมะละกอมีลักษณะผลและผิวบางซึ่งจะช้ำได้ง่ายถ้าวางซ้อนกันหลายชั้นควรวางลงในภาชนะบรรจุในลักษณะแนวตั้งโดยให้ปลายผลชี้ขึ้นบนและขั้วผลอยู่ด้านล่างเพราะมะละกอจะสุกที่ปลายผลก่อนและทำให้เนื้อมะละกอบริเวณนี้อ่อนนุ่มไม่สามารถรับน้ำหนักได้แต่ส่วนของขั้วผลจะสุกช้ากว่าเนื้อผลบริเวณนี้จึงมีความแน่นและแข็งแรงสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่านอกจากนี้ถ้ามีเหตุจำเป็นเช่นมีพื้นที่จำกัดภาชนะบรรจุไม่เพียงพอต้องบรรจุมะละกอในแนวนอนควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หลายชั้นห่อหุ้มผลมะละกอให้มิดชิดก่อนวางซ้อนกันจะช่วยป้องกันความเสียหายจากการรับน้ำหนักของผลได้บ้าง

                ผลผลิตที่มีลักษณะผิวอ่อนบางช้ำและฉีกขาดได้ง่ายเช่นองุ่นฝรั่งแคนตาลูปมะเขือเทศพริกยักษ์สตรเบอรี่ควรบุผนังภาชนะบรรจุด้วยกระดาษหรือใบตองเสียก่อนเพื่อป้องกันแรงอัดและถูกขอบที่มีความคมของภาชนะบาดซ้ำและเป็นแผลนอกจากนั้นอาจจะใช้วัสดุห่อหุ้มผลเข่นกระดาษโฟมเป็นต้นห่อหุ้มผลแต่ละผลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากการเสียดสีระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือการขนส่งการบรรจุหีบห่อผลผลิตประเภทนี้ไม่ควรบรรจุให้อัดแน่นและมีน้ำหนักมากเกินไป
                นอกจากนี้ผลผลิตบางชนิดจะมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงภายหลังจากการเก็บเกี่ยวเช่นหน่อไม้ฝรั่งช่อดอกซ่อนกลิ่นฝรั่งหรือไม้ตัดดอกชนิดต่างๆจะต้องบรรจุให้อยู่แนวตั้งมิฉะนั้นจะเกิดอาการส่วนของยอดจะโค้งบิดงอทำให้เกิดลักษณะไม่สวยงามและอาจจะไม่เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อได้
2)การป้องกันการสูญเสียน้ำ
                ผลผลิตประเภทผักและผลไม้ซึ่งมีน้ำปริมาณมากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญจึงทำให้คงความสดและมีคุณภาพอยู่ได้ถ้าหากมีการสูญเสียน้ำมากๆอาจจะทำให้มีลักษณะเหี่ยวย่นไม่น่าดูฉะนั้นภาชนะที่บรรจุควรมีคุณสมบัติที่ป้องกันการสูญเสียน้ำได้เป็นอย่างดีสามารถระบายความร้อนและอากาศออกได้พอสมควรด้วยเช่นบรรจุลงในถุงพลาสติกหรือห่อหุ้มด้วยฟิล์มพลาสติกเป็นต้นแต่มีผลผลิตบางประเภทเช่นมันฝรั่งหอมหัวใหญ่หอมแดงกระเทียมจะต้องเก็บไว้ในที่ที่แห้งมีความชื้นต่ำเพราะถ้าได้รับความชื้นมากๆจะทำให้เกิดการงอกเพราะฉะนั้นภาชนะบรรจุจะต้องมีคุณสมบัติที่โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกเช่นถุงตาข่ายพลาสติกเป็นต้นและจะต้องเก็บรักษาไว้ในที่แห้งด้วย
3)ลักษณะของภาชนะที่ใช้บรรจุ
                ผลผลิตบางประเภทที่สามารถนำไปรับประทานได้ทันทีที่บรรจุอยู่ในหีบห่อเช่นผักและผลไม้ชนิดต่างๆจะมีความสดสะอาดและคุณภาพดีน่าสนใจมากกว่าที่ยังไม่ได้บรรจุแต่ภาชนะที่ใช้บรรจุจะต้องมีลักษณะโปร่งใสสามารถมองเห็นภายในได้รอบด้านควรเลือกใช้ฟิล์มพลาสติกที่มีความใสและยอมให้ความร้อนและไอน้ำระบายออกได้พอสมควรเป็นวัสดุห่อหุ้มหรือถ้าใช้ถุงพลาสติกใสจะต้องเจาะรูเป็นบางส่วนเพื่อให้ความร้อนและไอน้ำที่เกิดจากการหายใจและคายน้ำของผลผลิตระบายออกมาได้มิฉะนั้นจะทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำกลายเป็นหยดน้ำเกาะอยู่ที่ผิวหนังทำให้เกิดเป็นฝ้ามองเห็นได้ไม่ชัดและอาจจะสะสมความร้อนและความชื้นมากจนเกินไปจนทำให้ผลผลิตนั้นเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้นหรือเน่าเสียได้

                วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนภายหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นการทำความสะอาดการคัดขนาดการบ่มผลผลิตและการบรรจุภัณฑ์ทั้งนี้เพื่อให้ผลผลิตมีความสวยงามมีคุณภาพน่าซื้อน่าบริโภคมากยิ่งขึ้นซึ่งการที่จะปฏิบัติในขั้นตอนใดจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับชนิดของผลผลิตรวมทั้งลักษณะรูปร่างและขนาดของผลผลิตเพราะแต่ละขั้นตอนมีวิธีการปฏิบัติได้หลายวิธีแตกต่างกันออกไปเช่นการทำความสะอาดผลผลิตสามารถที่จะทำความสะอาดด้วยน้ำหรือทำความสะอาดด้วยลมเป็นต้นดังนั้นการปฏิบัติได้อย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับชนิดลักษณะรูปร่างและขนาดของผลผลิตจะช่วยให้เก็บรักษาผลผลิตไว้ได้นานผลผลิตทีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภคมากขึ้น

ที่มา     :  งานเกษตร ช่วงชั้นที่ 4 (น้อย สุวรรณมณี)
: ไฟล์http://contact.doae.go.th/cts/resultDtl.jsp?id=1792ในรูปแบบ html
                : http://www.phtnet.org/ 



วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทเรียนที่ 9 เรื่อง ทฤษฎีใหม่

หน่วยที่ 4 ความพอเพียง
บทเรียนที่ 9 เรื่อง ทฤษฎีใหม่



เกษตรทฤษฎีใหม่
(
New Theory Agriculture)

             วิธีการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ เพื่อดูความสัมพันธ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดินกับการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหา โดยเฉพาะเกษตรในประเทศไทยมี 2 ปัญหาที่สำคัญ

1) ปัญหาภัยแล้งจากการขาดแคลนน้ำ
ที่เกษตรกรรมไทยกว่า 70%อยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้เกษตรต้องอาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียวทำให้เสียดุลระบบนิเวศ ซึ่งการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ได้มีการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในฤดูแล้ง ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อ 1ไร่ดังนั้นหากต้องการปลูกข้าว 5ไร่และพืชผักผลไม้ 5ไร่ จึงต้องมีน้ำเพื่อใช้ 10,000 ลูกบาศก์เมตร

2) ความไม่มั่นคงทางด้านอาหารของเกษตรกร
ดังนั้นการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ จึงเน้นให้มีการผลิตข้าวไว้ใช้ในการบริโภคได้ตลอดปีอย่างน้อย 5 ไร่ก็จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ นอกเหนือจากการปลูกข้าวก็ได้มีการเสนอให้จัดสรรพื้นที่สำหรับทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ดังนั้น ในพื้นที่ที่ถือครองอยู่เฉลี่ย 10-15 ไร่ ควรมีการจัดสรรที่ดินออกเป็นสัดส่วนดังนี้

ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ให้มีการขุดสระน้ำความจุประมาณ10,000 ลูกบาศก์เมตรไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง  และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้
ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ใช้เพาะปลูกพืชผักสวนครัวหรือปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ


ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ใช้ในการทำนาหรือปลูกข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงในด้านอาหาร




ร้อยละ 10 ของพื้นที่ เป็นบริเวณที่อยู่อาศัย


การเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ จึงนับได้ว่าเป็น ระบบเกษตรที่เน้นการจัดสรรทรัพยากรน้ำในไร่นา เพื่อสร้างผลผลิตอาหารที่พอเพียงและเพื่อการผลิตที่หลากหลาย สำหรับเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงแก่ครัวเรือนเกษตรกร ตลอดจนเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน และขาดแคลนทรัพยากรให้บรรเทาลง จนกระทั่งพัฒนาถึงขั้นที่เกษตรกร สามารถพึ่งตนเองได้
วัตถุประสงค์ของการเกษตรทฤษฎีใหม่ 3 ประการ
                   (1) ความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้มีอาหารเพื่ออุปโภคและบริโภคภายครัวเรือนเป็นการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก จึงก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร
                   (2) การจัดการทรัพยากรน้ำ เน้นการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการผลิตในไร่นามีการจัดการบริหารน้ำที่มีอยู่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
                   (3) ความมั่นคงทางด้านรายได้ เน้นการทำเกษตรเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในส่วนที่เหลือ จึงจะก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกด้วย
หลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่
1.หลักการทั่วไปของเกษตรทฤษฏีใหม่
เป็นรูปแบบการทำการเกษตร สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ทำกินอย่างน้อย10-15 ไร่ในเขตน้ำฝน
การมีแหล่งน้ำในไร่นา สามารถใช้ประโยชน์น้ำเพื่อทำการเกษตรทั้งการปลูกพืชและประมง
เกษตรกรมีพื้นที่ทำนาซึ่งผลิตอาหารหลัก ให้มีผลผลิตเพียงพอแก่การบริโภค
การแบ่งพื้นที่การเกษตรให้หลากหลายเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและขายเพื่อเป็นรายได้สู่ครอบครัว

การทำกิจกรรมหลายอย่างเป็นการใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ไม้ผลไว้บริโภค มีฟืนไว้ใช้ เป็นการสร้างความชุ่มชื้นแก่ธรรมชาติ
การมีแหล่งกักเก็บน้ำในไร่นา เกษตรกรจะใช้น้ำอย่างประหยัดเห็นคุณค่าและเพิ่มปริมาณน้ำได้มากขึ้น
2. กิจกรรมเชิงระบบของการเกษตรทฤษฎีใหม่
กิจกรรมด้านแหล่งน้ำ ได้แก่ การใช้น้ำเพื่อการเกษตรอุปโภคและบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ควรมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ไว้รองรับในฤดูแล้ง
ถ้าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหรือปลูกข้าวไม่ได้ ก็ไม่ใช่เกษตรทฤษฎีใหม่ได้ แต่เป็นการทำไร่หรือทำสวนตามปกติ
ถ้าขุดบ่อแล้วเก็บน้ำไม่ได้ ก็ไม่ใช่การเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่เป็นการเกษตรที่ใช้น้ำฝนตามปกติ
บางรายที่มีสระน้ำขนาดเล็กอยู่แล้ว เป็นเกษตรกรรมโดยปกติถ้าเพียงปลูกข้าวหรือพืชผักสวนครัวหรือพืชไร่อย่างเดียว แต่ถ้าเปลี่ยนไปปลูกข้าวผสมกับพืชสวนและพืชไร่ ในส่วนผสมที่ใกล้เคียงกับ 30:30:30:10 ก็จัดได้ว่าเป็นการเกษตรทฤษฎีใหม่ได้




การเปรียบเทียบและเงื่อนไขเบื้องต้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัจจัยหลักของการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่คือ เป็นรูปแบบของการเกษตรในพื้นที่ขนาดเล็ก(10-15ไร่) ควรอยู่นอกเขตชลประทานที่สมบูรณ์มีการจัดการน้ำในรูปแบบของสระน้ำในไร่นา มีการปลูกข้าวเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารภายในครัวเรือน และมีกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลาย เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในดินและสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ อย่างไรก็ดี หากเกษตรกรมีพื้นที่มากกว่านี้ควรจะต้องแบ่งทำส่วนหนึ่งตามวิธีทฤษฎีใหม่ ตามกำลังของครอบครัว ส่วนพื้นที่ที่เหลือต้องทำแบบเดิม สำหรับเกษตรกรที่อยู่ในเขตทำสวนไม้ยืนต้น และสวนผลไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาทำเกษตรวิธีนี้

การพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ในประเทศไทย
จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัย ต.เขาดินพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี โดยมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร) กรมวิชาการเกษตร และหน่วยราชการอื่นๆและมีวัดมงคลชัยพัฒนาเป็นแกนกลางในการประสานงานพัฒนา และได้เริ่มทำการจัดแบ่งพื้นที่เพื่อทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เริ่มต้นดำเนินการในปี 2532 โดยใช้เป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายหลังจากที่ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ สามารถพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ให้เพิ่มขึ้น โดยมีต้นทุนลดลง ทั้งยังมีการผลิตอาหารในไร่นาเพื่อใช้ในครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการขยายผลสู่พื้นที่ในไร่นาของเกษตรกรรอบโครงการ และเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ต่อจากนั้นในปี 2536 ได้มีการดำเนินการอีก 1 โครงการ คือ ที่บ้านแตนสามัคคี ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์
            ในการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการโดยมี โครงการที่สำคัญ2โครงการคือ
1.โครงการปีรณรงค์เพื่อขยายผลไร่นาสวนผสมตามแนวทฤษฎีใหม่
2. โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ
รูปแบบการผลิตทางการเกษตรทฤษฎีใหม่
เป็นรูปแบบการผลิตที่เพิ่งมีการนำเสนอในประเทศไทย ดังนั้นจึงยังไม่มีการพัฒนาในรูปแบบย่อยๆ อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะดำเนินการไปโดยยึดหลักการโดยทั่วไปเป็นหลัก อย่างไรก็ตามแนวทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้ก็อาจจะทำให้เกิดรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะ เหมาะสมกับพื้นที่ได้ในอนาคต เช่น อาจจะไม่ต้องใช้สระในสัดส่วนเท่ากับที่กำหนดไป
ข้อเด่นของการเกษตรทฤษฎีใหม่ สรุปได้ 5 ประการ คือ
1) เป็นแนวทางที่เน้นถึงวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงทางด้านอาหารภายในครัวเรือน
2) เป็นแนวทางที่เน้นการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับไร่นา
3) เป็นแนวทางที่ไม่ยึดติดกับเทคนิคเฉพาะในการจัดการการผลิตในไร่นา
4) เป็นแนวทางที่เสนอแนวทางปฏิบัติได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน
5) เป็นแนวทางที่เน้นกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายชัดเจน
การระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นครัวเรือนเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานที่มีพื้นที่ถือครอง 10-15ไร่อย่างไรก็ดีกลุ่มเกษตรที่มีที่ดินทำกินน้อยกว่า 10 ไร่รวมถึงเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน
ยังมิใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของการเกษตรทฤษฎีใหม่ ความท้าทายของการพัฒนาการเกษตรและการพัฒนาชนบทในอนาคตคือการพยายามปรับปรุงหรือดัดแปลงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรกรที่ยากจนที่สุดในสังคมไทย





บทเรียนที่ 8 เรื่องการวางแผน

หน่วยการเรียรู้ที่ 4 ความพอเพียง 

บทเรียนที่ 8 เรื่องการวางแผน

การวางแผน
             ปัจจุบันคนไทยทำการเกษตรเชิงเดี่ยว   ซึ่งเลือกปลูกพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งไม่ครบวงจร  แล้วเอาผลผลิตไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง  และผลผลิตผลิตออกมาพร้อม ๆ กัน  ทำให้ผลิตผลิตล้นตลาด  ราคาผลผลิตจึงตกต่ำ  และมีการใช้สารเคมี  ซึ่งทำให้ผลผลิตมีต้นทุนสูง  เกษตรกรจึงขาดทุน เกษตรกรไม่พบกับความยั่งยืน  ขาดความมั่นคง  มีสภาพหนี้สินทั้งกับแหล่งสถาบันการเงินในระบบและนอกระบบ จึงเป็นปัญหาที่ควรแก้ไขด้วยการส่งเสริมความรู้ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการจัดการทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ การวางแผนการทำการเกษตรจึงเป็นสิ่งสำคัญในเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นการเกษตรทางด้านพืชหรือด้านสัตว์
ในการวางแผนการเกษตรต้องยึดเป้าหมายในการจำหน่ายเป็นหลัก ในปัจจุบันการประสานงานยังไม่ดีเท่าที่ควร ในด้านการค้ามักจะเน้นหนักการขายสินค้าขั้นปลายไม่ให้ความเอาใจใส่เท่าที่ควร การตลาดระดับไร่นาถึงตัวเกษตรกรโดยตรง การตลาดขั้นต้น คือ ระหว่างเกษตรกรถึงผู้รับซื้อผลิตผลการเกษตรขั้นแรกยังไม่มีหน่วยงานใดดูแลโดยตรง เป็นผลให้อัตราส่วนที่เกษตรกรได้รับสำหรับผลิตผลยังอยู่ในระดับต่ำ จึงควรปรับปรุงวิธีการส่งเสริมในด้านวิชาการทางเกษตรและเผยแพร่ไปสู่เกษตรกรให้ได้ผลยิ่งขึ้น โดยวิธีการประสานมาตรการผลิต การจำหน่ายและการให้
สินเชื่อและบริการแก่เกษตรกรเข้าด้วยกัน โดยผ่านสถาบันของเกษตรกรเองเป็นส่วนใหญ่

การวางแผน คือ ความพยายามที่เป็นระบบ เพื่อการตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำ หรับอนาคตในการทำงานให้บรรลุผลที่ปรารถนา
ความสำคัญของการวางแผน
1. ลดความไม่แน่นอน และ ปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
2. ทำให้เกิดการยอมรับในแนวความคิดใหม่ๆ

3. ทำให้การดำเนินการบรรลุถึงเป้าหมาย
4. เป็นการลดความสูญเปล่าที่ซํ้าซ้อน
5. ทำ ให้เกิดความแจ่มชัดในการดำเนินงาน
ประโยชน์ของการวางแผน
1. บรรลุจุดมุ่งหมาย
2. ลดความไม่แน่นอน
3. พัฒนาแรงจูงใจ
4. ประหยัด
5. เป็นเกณฑ์ในการควบคุม
6. พัฒนาการแข่งขัน
7. ส่งเสริมให้เกิดนวตกรรม และ การสร้างสรรค์
8. ทำ ให้เกิดการประสานงานที่ดีกว่า
การวางแผนเพื่อที่จะได้ทำเกษตร ยั่งยืน
        1.วางแผนให้มีรายได้จากการเกษตรตลอดปี    จะต้องวางแผนปลูกไม้ผลหลาย ๆ ชนิด  เพราะไม้ผลให้ผลผลิตออกมาไม่ตรงกัน  เช่น  มะขาม ส้มให้ผลผลิตเดือนมกราคม กุมภาพันธ์มะม่วง  ให้ผลผลิตเดือนมีนาคม เมษายน  ลิ้นจี่ให้ผลผลิตเดือนพฤษภาคม  น้อยหน่า  เงาะ ทุเรียนให้ผลผลิตเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม  ลำไยให้ผลผลิตเดือนสิงคม  ลองกอง  ลางสาดให้ผลผลิตเดือนกันยายน    ส้มโอให้ผลผลิตเดือนตุลาคม ฯลฯ นอกจากนี้ประเทศของเรายังมีผลผลิตจากไม้ผลมากมายอีกนับหลายร้อยชนิดที่ให้ผลตลอดทั้งปี  เช่น  ฝรั่ง มะนาว มะพร้าว พุทรา ถ้าเกษตรรู้จักการวางแผนปลูกพืชที่หลากหลาย อย่างละเล็กละน้อยจะเป็นรายได้ตลอดปี  และมีผลไม้รับประทานไม่อดอยาก ไม้ผลทุกอย่างเพียงแต่ปลูกไว้อย่างละต้นให้มีกิน  แล้วจึงคิดเอาไปขาย  
              เกษตรทฤษฎีใหม่ก็เป็นวิธีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับการปลูกพืช  หรือการเลี้ยงสัตว์อื่นร่วมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ  ซึ่งเป็นวิธีที่เอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีและมีประสิทธิภาพสูง  แต่ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง
        2. วางแผนทำการเกษตรผลิตอาหารให้มีกินตลอดปีโดยไม่ต้องซื้อตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   เช่น  จะต้องปลูกข้าว  มีบ่อเลี้ยงปลา  กุ้ง  หอย กบ  ปลูกพืชผักสวนครัวที่มีความจำเป็น   เลี้ยงเป็ด  ไก่ ห่าน  ฯลฯ ทุกอย่างจะเป็นอาหารสด ๆ ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าอาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมี 
        3. วางแผนลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการเกษตรทุกชนิด  เช่น  สารเคมี  ปุ๋ยเคมี  ยาฆ่าแมลง             แล้วหันมาใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ   การผลิตสารสกัดสมุนไพรกำจัดแมลงศัตรูพืช  จากพืชที่มีในท้องถิ่น เลิกการใช้สารเคมี  ปุ๋ยเคมี  สารฆ่าหญ้าทุกชนิด  ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ    ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและโรคระบาดที่เพิ่มมากขึ้น  รวมถึงปัญหาสุขภาพของเกษตรกรที่อ่อนแอลง 
        4.  วางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด  เห็นคุณค่าของมูลสัตว์  ฟางข้าว  ใบไม้  ซังข้าวโพด แกลบ หญ้าสด-หญ้าแห้ง   เศษพืชผักจากตลาดสด  เศษขยะ-เศษอาหาร  ผลไม้ที่มีในท้องถิ่น  ฯลฯ วัสดุที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง  เพราะเมื่อนำมาหมักด้วยจุลินทรีย์อีเอ็มแล้ว   จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน     ซึ่งเกษตรกรต้องนำเอาเศษวัสดุทุกชนิดที่มีในท้องถิ่น   นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดในการที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ  จะช่วยให้เกิดการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนได้   และพึ่งพาตนเองได้ตลอดไป

สรุป      ควรมีการวางแผนการผลิต  หลาย ๆ อย่างในพื้นที่เดียวกัน  ให้เกิดการผสมผสาน เกื้อกูล  นำเอาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด  หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเชิงเดี่ยว  หรือปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะมีรายได้ปีละหนึ่งครั้ง ผลผลิตออกมาพร้อม ๆ กันจึงถูกกดราคา  เกษตรกรจำเป็นต้องขายเพื่อแลกเป็นเงินไปเลือกซื้ออาหารในการดำรงชีพ  ดังนั้นเพื่อชะลอราคาผลผลิตตกต่ำเพื่อให้มีอาหารกิน  ต้องวางแผนทำนาให้มีข้าวกิน  มีปลา  เป็ด-ไก่  ไว้เป็นอาหาร  มีพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิดเพื่อหลีกเลี่ยงไปจ่ายตลาด  และมีไม้ผลหลากหลายชนิดเอาไว้บริโภค  และไว้จำหน่ายให้เกิดรายได้ตลอดทั้งปี     มีวัวควายเอาไว้กินฟางกินหญ้าในสวน  และใช้แรงงาน  จะได้ใช้มูลสัตว์นำไปทำปุ๋ยหมักเพื่อนำมาปรับปรุงบำรุงดิน  และกาซชีวภาพเป็นพลังงานทดแทนอีกแนวทางหนึ่งในการลดค่าใช้จ่าย



วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทเรียนที่ 10 เศรษฐกิจพอเพียง


หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ความพอเพียง


บทเรียนที่ 10  เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 




                                 เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดารัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ให้สามารถดารงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดาเนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดาเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นามาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเงื่อนไข "ความรู้" และ "คุณธรรม"

                                การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ว่า เป็นการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวตลอดจนการใช้ความรู้ ความรอบคอบละคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทาต่าง ๆ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่พอประมาณ ความมีเหตุผล หมายถึง การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินใจ เรื่องต่าง ๆ โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรอบตัว ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องอาศัยความรู้ และคุณธรรม เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังในการดาเนินชีวิตและการประกอบการงาน ส่วนเงื่อนไขคุณธรรม คือ การยึดถือคุณธรรมต่าง ๆ อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน ความเพียร การมุ่งต่อประโยชน์ส่วนรวมและการแบ่งปัน ฯลฯ ตลอดเวลาที่ประยุกต์ใช้ปรัชญา
แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐกิจพอเพียง





วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

รายงานโครงงาน





รายงานโครงงาน


ปก
บทคัดย่อ
สารบัญ
บทที่  1      บทนำ
                        ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
                        วัตถุประสงค์
                        สมมติฐานของโครงงาน (ถ้ามี)
                        ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
                        นิยามศัพท์
บทที่  2      เอกสารที่เกี่ยวข้อง (ใช้ประกอบการศึกษา)
บทที่  3      วิธีดำเนินงาน
                        ลำดับขั้นของกิจกรรม
                        วิธีการแต่ละขั้นตอน
                        วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
                        สถานที่ที่ดำเนินงาน
บทที่  4      ผลการดำเนินงาน
บทที่  5       สรุป อภิปรายผล  และเสนอแนะ

บรรณานุกรม/เอกสารอ้างอิง
ภาคผนวก



วิธีการนำเสนอโครงงาน
การนำเสนอโครงงานสามารถทำได้หลายวิธี  ดังนี้
1.       รายงานโครงงานด้วยเอกสาร
2.       การนำเสนอด้วยวาจา
3.       การนำเสนอด้วยการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน

1.  รายงานโครงงานด้วยเอกสาร
          การจัดทำรายงานโครงงานเป็นการนำเสนอโครงงานด้วยเอกสาร มีความสำคัญมากกว่าการนำเสนอด้วยวิธีการอื่นๆ  ผู้จัดทำโครงงานควรจะต้องจัดทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร โดยจัดทำเป็นรูปเล่ม ทั้งนี้เพราะรายงานสามารถลำดับความได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ครอบคลุมรายละเอียดต่างๆ  ได้ดีที่สุด นอกจากนั้นรายงานโครงงานยังสามารถเผยแพร่ได้ง่าย บุคคลต่างๆ สามารถนำไปศึกษา ณ ที่ใดก็ได้มีการจัดทำ 2 ลักษณะ คือ รายงานโครงงานฉบับสมบูรณ์ และรายงานโครงงานฉบับสรุป
          รายงานโครงงานฉบับสมบูรณ์
          รายงานโครงงานไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว ซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้
          1.  บทคัดย่อ  คือ การกล่าวถึงโครงงานโดยสรุป ซึ่งจะครอบคลุมเนื้อหา 3 ประการ คือ  เหตุจูงใจในการทำโครงงาน  วิธีการดำเนินงานและผลที่ค้นพบ บทคัดย่อมีประโยชน์ในการช่วยให้ผู้สนใจโครงงานได้เห็นภาพรวมของโครงงานได้อย่างรวดเร็ว  หากสนใจโครงงานนั้นจริงๆ  จึงไปศึกษารายละเอียดภายในเล่มต่อไป หากอ่านบทคัดย่อแล้วพบว่า ไม่ตรงกับความต้องการก็ไม่ต้องเสียเวลาไปศึกษารายละเอียดภายใน   เล่มนั้นอีก  จะได้ไปศึกษาโครงงานอื่นที่ตรงกับความต้องการของตนต่อไป  บทคัดย่อโดยทั่วไปมีความยาว 6-8 บรรทัด
          2.  ความเป็นมา  คือ การกล่าวถึงเหตุจูงใจในการเลือกทำโครงงานนั้น เช่น เห็นว่าเป็นปัญหา อยากหาหนทางหรือวิธีการแก้ไข  หรือมีความสงสัยต่อเรื่องนั้น หรือเห็นว่าน่าจะมีหนทางพัฒนาวิธีการ ขั้นตอนหรือเครื่องมือนั้นได้ด้วยวิธีการของผู้ทำโครงงาน
          3.  ความสำคัญ คือ การกล่าวถึงความสำคัญของโครงงานที่ศึกษาว่าข้อค้นพบที่ได้จะมีความสำคัญ หรือมีประโยชน์อย่างไรกับใครบ้าง
          4.  วัตถุประสงค์  กล่าวถึงการดำเนินโครงงานนั้นว่าทำโครงงานนั้นเพื่อหาคำตอบใดบ้าง  ควรเขียนให้ชัดเจนถึงโครงงานที่จะศึกษาเป็นข้อๆ  เช่น
                   -  เพื่อศึกษาว่า………………………………………………..
                   -  เพื่อศึกษาว่า………………………………………………..
          5.  เนื้อหาความรู้ที่เกี่ยวข้องนักเรียนจะต้องบอกไว้ด้วยว่าโครงงานของนักเรียนใช้ความรู้เรื่องอะไรบ้าง  นักเรียนควรเขียนไว้ให้หมด เพื่อให้เห็นว่าโครงงานของนักเรียนเป็นโครงงานที่มีคุณค่า ใช้วิชาความรู้หลายๆ  ด้านมาประกอบกันในการหาคำตอบ เช่น โครงงานเรื่องของเหลวเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งจะมีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ความรู้ที่ต้องใช้มีดังต่อไปนี้
                   -  การชั่ง
                   -  สถานะของสสาร
                   -  การทำให้ของเหลวเปลี่ยนสถานะ
                   -  การบวก การลบ จำนวนทศนิยม
                   -  การเปรียบเทียบทศนิยม
                   -  การออกแบบตารางและการบันทึกข้อมูลในตาราง
          6.  การดำเนินงาน เป็นการกล่าวถึงวิธีการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มโครงงานจนงานสำเร็จ  ในการเขียนนักเรียนควรระบุสิ่งที่นักเรียนควบคุมหรือสิ่งที่นักเรียนต้องระมัดระวังเรื่องที่จะเข้ามาแทรกซ้อนที่จะเข้ามามีผลต่อโครงงานของนักเรียนด้วย นั่นคือ รายละเอียดของเรื่องนิยามศัพท์ (ถ้ามี)  ขอบเขตของโครงงาน               ตัวแปรต้น  ตัวแปรตาม  ตัวแปรที่ต้องควบคุม วิธีเก็บข้อมูล  วิธีวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนวิธีดำเนินงานร่วมกันกับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือกับบุคคลอื่นควรเขียนรวมไว้ด้วย  รวมทั้งอาจแสดงแผนการดำเนินงานและวัสดุอุปกรณ์หรืองบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงงาน  การเขียนควรเขียนเป็นข้อๆ  และมีการลำดับขั้นตอนที่ดี
          7.  ผลการดำเนินงานกล่าวอย่างละเอียดว่าเรื่องใดมีข้อค้นพบอย่างไร ควรกล่าวตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  ถ้าข้อมูลสามารถใส่ในตารางได้  นักเรียนควรออกแบบตาราง  นำข้อมูลใส่ในตาราง  จะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น  หรืออาจทำเป็นแผนภูมิหรือกราฟ แล้วแต่ความเหมาะสม  ข้อมูลของผลการดำเนินงานควรนำไปสู่การสรุปผล
          8.  สรุปผล เป็นการสรุปผลข้อค้นพบ ควรสรุปให้สามารถตอบจุดประสงค์ให้ครบทุกข้อ ถ้าวัตถุประสงค์ตั้งไว้ 2 ข้อ ก็ควรสรุปผลตอบให้ได้ครบทั้ง 2 ข้อ
          9.  ข้อเสนอแนะ จะเป็นการเขียนแนะนำผู้อ่าน เช่น โครงงานต่อไปควรทำเรื่องใด โครงงานที่ทำนี้นักเรียนเห็นว่าน่าจะนำไปใช้ประโยชน์เรื่องใดได้บ้าง หรือแนะนำว่าถ้าผู้อื่นจะทำโครงงานในลักษณะใกล้เคียงกันจะต้องระมัดระวังเรื่องใดบ้าง
          10. เอกสารอ้างอิง  เป็นการเขียนบอกแหล่งค้นคว้าข้อมูลทั้งการค้นคว้าจากเอกสารและ                 การสัมภาษณ์ผู้รู้ต่างๆ  ครูควรแนะนำให้นักเรียนเขียนให้ถูกต้องตามหลักการอ้างอิง ซึ่งโดยทั่วไปมีลักษณะ ดังนี้
              ชื่อผู้แต่ง.  ชื่อหนังสือ.  ครั้งที่พิมพ์.  จังหวัดที่พิมพ์
       ชื่อโรงพิมพ์.  ปีที่พิมพ์.


  
รายงานโครงงานฉบับย่อ
          รายงานโครงงานฉบับย่อเหมาะสำหรับกรณีต่อไปนี้
          1.  นักเรียนเล็กยังไม่สามารถเขียนเรียบเรียงได้
          2.  นักเรียนที่ไม่ชอบการเขียนหรือมีปัญหาเรื่องการเขียนเรียบเรียง
          3.  ใช้รายงานเบื้องต้น เพื่อนำเสนองานต่อครูและเพื่อนในชั้นเรียน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ นำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
          4.  ใช้เผยแพร่ประกอบการจัดนิทรรศการแก่ผู้มาชมนิทรรศการ
          รูปแบบของรายงานโครงงานฉบับย่อ  แล้วแต่ครูและผู้ทำโครงงานจะกำหนด แต่ควรให้ผู้อ่านได้รับทราบว่าโครงงานนั้นจัดทำขึ้นเพราะเหตุใด มีวิธีการดำเนินงานอย่างไร  ผลเป็นอย่างไรและมีประโยชน์อย่างไร        
         
2.  การนำเสนอด้วยวาจา
          มักใช้นำเสนอให้คนเป็นจำนวนมากได้รับฟัง เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน นำเสนอต่อกลุ่มผู้สนใจ นำเสนอต่อที่ประชุม นำเสนอต่ออาจารย์ การนำเสนอด้วยวาจา อาจมีการแจกรายงานโครงงานประกอบ หรืออาจจัดทำเพียงสรุปแจก หรืออาจมีผลผลิตที่ได้จากการทำโครงงานประกอบ หรืออาจมีการใช้ ICTประกอบการนำเสนอด้วยวาจา  มีข้อดี คือ ผู้ทำโครงงานสามารถชี้แจงข้อสงสัยแก่ผู้มาฟังได้ทันที และสามารถรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้รับฟังได้ทันทีด้วยเช่นเดียวกัน  แต่มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่ไม่ถนัดหรือไม่ชอบพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก อาจทำให้การชี้แจงไม่สมบูรณ์หรือทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ  หรือเข้าใจโครงงานนั้นผิดพลาด คลาดเคลื่อนไปได้  ดังนั้นนักเรียนควรตรวจสอบการเตรียมการให้ดี ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีความมั่นใจและมีกำลังใจมากขึ้น